วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อธิบาย Web Application

ส่วนมากเรามักจะคุ้นเคยกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ติดตั้ง โปรแกรมพวก Microsoft Office ที่ประกอบด้วย Word ที่สำหรับพิมพ์เอกสาร Excel สำหรับสร้างตารางคำนวณ โปรแกรมพวกนี้เราจะเรียกมันว่า Desktop Application ซึ่งจะติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องใครเครื่องคนนั้น หรือโปรแกรมสำหรับงานบัญชี ที่บางหน่วยงานติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นลักษณะ Client-Server Application โดยเก็บฐานข้อมูลไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ (Server) และติดตั้งตัวโปรแกรมบัญชีที่เครื่องใช้งาน (Client) ซึ่งตอบสนองความต้องการเพิ่มขึ้นในด้าน Multi-User หรือใช้งานพร้อมๆกันได้หลายๆคน โดยใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เก็บฐานข้อมูลไว้ที่ส่วนกลาง 
เทคโนโลยี Desktop Application ไม่สามารถตอบสนองความต้องการการบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะการทำธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา ข้อมูลมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพื่อตอบสนองภาวะตลาดที่แปรเปลี่ยน ระบบ Client-Server Application ตัวโปรแกรมมีความซับซ้อน การแก้ไข การ Upgrade ทำได้ยุ่งยาก อย่างกรณี หากต้องการ Upgrade หรือเพิ่มคุณสมบัติเพิ่มเติมให้กับ Application ที่ตัวเซิร์ฟเวอร์ต้องหยุดระบบทั้งหมด และเมื่อ Upgrade ที่เซิร์ฟเวอร์แล้ว ก็จำเป็นต้อง Upgrade ที่ Client ด้วย หากระบบมีผู้ใช้งานจำนวนมาก จะยิ่งเพิ่มความยุ่งยากมากขึ้น
นอกจากนี้ยังไม่รวมปัญหาว่า ที่เครื่อง Client มีความหลากหลายและแตกต่างกัน เช่น OS (Operating System) ที่ต่างกัน สเปคเครื่องที่แตกต่างกัน ซึ่งหากการ Upgrade แล้วมีความจำเป็นต้องใช้สเปคเครื่องที่สูงขึ้นที่ฝั่ง Client จำเป็นต้อง Upgrade ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตามไปด้วย
จากตัวอย่างปัญหาเหล่านี้ ถูกจัดการด้วยเทคโนโลยี Web Application (เว็บแอพพลิเคชั่น) เพราะ Web Application สามารถตอบสนองปัญหาข้างต้นได้เป็นอย่างดี และสามารถแทนที่ Desktop Application ที่เป็น Client-Server Application ได้เป็นอย่างดี ตัวโปรแกรมของ Web Application จะถูกติดตั้งไว้ที่ Server คอยให้บริการกับ Client และที่ Client ก็ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม สามารถใช้โปรแกรมประเภท Brower ที่ติดมากับ OS ใช้งานได้ทันที อย่าง Internet Explorer หรือโปรแกรมฟรี ได้แก่ FireFox, Google Chrome ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความสามารถของ Brower ที่หลากหลาย ทำให้ไม่จำกัดว่าเครื่องที่ใช้เป็น OS อะไร หรืออุปกรณ์อะไร อย่างอุปกรณ์ TouchPad หรือ SmartPhone ก็สามารถเรียกใช้งานได้ ลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ใช้งานอีกด้วย
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง คือข้อมูลที่ส่งหากัน ระหว่าง Client กับ Server มีปริมาณน้อยมาก ทำให้เราสามารถย้ายเซิร์ฟเวอร์ไปอยู่บนเครือข่าย Internet ได้ และสามารถใช้งานผ่าน Internet Connection ที่มีความเร็วต่ำๆได้ จุดเด่นนี้ทำให้ สามารถใช้ Application เหล่านี้จากทุกๆแห่งในโลกได้


ประวัติความเป็นมาของ Internet จากอดีต-ปัจจุบัน

ในสมัยแรก ๆ อินเตอร์เน็ตได้ถูกใช้ในหมู่นักวิจัยเท่านั้น การใช้งานค่อนข้างยาก ต้องพิมพ์คำสั่งยาว ๆ ไม่มีรูปภาพสวยงามเหมือนในปัจจุบัน บริการที่นิยมใช้กันในสมัยนั้นได้แก่ จดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (Email) แหล่งพูดคุย (IRC , USENET) การเข้าใช้เครื่องที่อยู่ระยะไกล (Telnet) การใช้งานฐานข้อมูลระยะไกล (WAIS , Archie) และ Veronica และใช้ในการส่งไฟล์ระหว่างหน่วยงานรัฐ บริษัท และมหาวิทยาลัย (FTP และ Gopher)
อินเตอร์เน็ตยุคใหม่ ที่มีรูปภาพสวยงามและใช้งานง่าย เพิ่งกำเนิดขึ้นมาในปี 2534 นี้เอง บริการแรกที่ถูกเปลี่ยนมาใช้ในแบบนี้ คือ WWW (World Wide Web) ซึ่งได้กลายมาเป็นบริการหลักของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน
ระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย
โครงสร้างของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย (พ.ย. 2545) ปัจจุบันประกอบด้วย ISP 18 ราย และผู้ให้บริการแบบไม่หวังผลกำไรอีก 4 ราย แต่มีรูปแบบช่องรับ/ส่งสัญญาณที่แตกต่างกันออกไป   ทั้งนี้ ISP ทุกราย (ทั้งเชิงพาณิชย์และไม่หวังผลกำไร) จะต้องเช่าช่องสัญญาณจากจากผู้ให้บริการวงจรสื่อสารอีกต่อหนึ่ง โดยแบ่งเป็น

ช่องสัญญาณการเชื่อมต่อภายในประเทศ - ISP สามารถเลือกเช่าช่องสัญญาณได้โดยเสรี ทั้งจาก ทศท.กสท., TelecomAsia, DataNet โดยวงจรของทุกราย จะเชื่อมต่อกับจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ เพื่อความรวดเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูล นั่นคือ การติดต่อสื่อสารระหว่างคู่สื่อสารในประเทศไทย สามารถทำได้สะดวก ไม่ว่าคู่สื่อสารนั้น จะใช้บริการของ ISP รายใดก็ตาม ทั้งนี้จุดแลกเปลี่ยนในปัจจุบันได้แก่ IIR (Internet Information Research) ของเนคเทคและ NIX (National Internet Exchange) ของ กสท.
ช่องสัญญาณการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ - ISP จะต้องผ่าน กสทเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันยังไม่ให้อนุญาตให้ทำการส่งข้อมูลเข้า-ออกของไทย โดยปราศจากการควบคุมของ กสทโดย ISP จะเชื่อมสัญญาณเข้ากับIIG (International Internet Gateway)

                                                 



วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การสื่อสารแบบไร้สาย เป็นอย่างไร

                                           

                                     

หมายถึง ระบบการสื่อสารไร้สาย (wireless) ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วความเร็วสูงสุดถึง 171.2 kbps ลักษณะการส่งข้อมูลจะมีการแบ่งย่อยออกเป็นส่วนๆ ที่เรียกว่า package และสามารถติดต่อไปยัง Internet ได้โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ระหว่างการใช้งาน GPRSยังสามารถรับโทรศัพท์พร้อมกันได้ด้วย
อย่างไรก็ตามการทำงานของ GPRS เป็นการแบ่งช่องสัญญาณที่มี ช่องสัญญาณ (ช่องสัญญาณใช้สำหรับข้อมูลเสียง, 2 ช่องสัญญาณสำหรับข้อมูล) ซึ่งทำให้ถ้ามีการใช้งานในปริมาณมากๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ย่อมทำให้การโอนข้อมูลค่อนข้างล่าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ประโยชน์ของ GPRS
·                 การเชื่อมต่อเป็นลักษณะ Always On
·                 รับข้อมูลในรูปแบบ Video
·                 รับข้อมูลในรูปแบบ MMS
·                 ความเร็วในการทำงานดีกว่า GSM
·                 รับส่งข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลธนาคาร เมล์ หุ้น ข้อมูลช๊อปปิ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย
·                 เชื่อมต่อกับ PDA
·                 เชื่อมต่อกับ Notebook
การคิดค่าใช้จ่ายสำหรับบริการ GPRS
โดยทั่วไปจะคิดค่าบริการในส่วนของการรับและส่งข้อมูลเท่านั้น โดยคิดเป็นจำนวนต่อ kilobyte (kb) อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการโทรศัพท์บางค่ายก็มีการให้บริการแบบบเหมาจ่ายด้วย ดังนั้นเราสามารถเปิดระบบ GPRS ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ให้บริการGPRS ในปัจจุบันคือ AIS, DTAC และ TRUEMOVE เป็นต้น
** ก่อนการใช้บริการ ควรตรวจสอบพื้นที่ในการให้บริการด้วยว่าครอบคลุมพื้นที่ที่คุณอยู่หรือไม่

EDGE : Enhanced Data Rates for Global Evolution
อีกหนึ่งเทคโนโลยีระดับ G3 ที่ถูกกำหนดโดย ITU (International Telecommunication Union)เพื่อตอบสนองความต้องการในการรับส่งข้อมูลความเร็วสูง ผ่านทางเครือข่ายไร้สาย โดยเฉพาะสำหรับมือถือ ในระบบ GSM โดยเครือข่าย EDGE นี้มีการพัฒนาบนมาตราฐานเดียวกันกับGPRS แต่มีความเร็วสูงถึง 236 kpbs แต่ภาคทฤษฏีสามารถทำความเร็วได้ถึง 473.6 kpbsเทียบเท่าการใช้งาน ADSL เลยทีเดียว
ประโยชน์ของ EDGE
·                 การเชื่อมต่อเป็นลักษณะ Always On
·                 รับข้อมูลในรูปแบบ Video, Audio
·                 รับข้อมูลในรูปแบบ MMS
·                 เล่นเกมส์แบบโต้ตอบได้ทันที
·                 ความเร็วในการทำงานดีกว่า GPRS ถึง เท่า
·                 รับส่งข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลธนาคาร เมล์ หุ้น ข้อมูลช๊อปปิ้ง และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นต้น
·                 เชื่อมต่อกับ Mobile Phonte
·                 เชื่อมต่อกับ PDA
·                 เชื่อมต่อกับ Notebook
การคิดค่าใช้จ่ายสำหรับบริการ EDGE
โดยทั่วไปจะคิดค่าบริการในส่วนของการรับและส่งข้อมูลเท่านั้น โดยคิดเป็นจำนวนต่อ kilobyte (kb) รวมทั้งมีการคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายด้วย ดังนั้นเราสามารถเปิดระบบ EDGE ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบัน DTAC เป็นผู้ให้บริการ
CDMA : Code Division Multiple Access
ระบบที่ใช้สำหรับการสื่อสารไร้สายผ่านมือถือ อีกแบบหนึ่ง โดยมีการรับส่งข้อมูลโดยการแปลงสัญญาณเสียงไปเป็นแบบดิจิตอล คือ และ ซึ่งมีความเร็วในการรับส่งสัญญาณถึง 153 kbps ผ่านโครงข่าย CDMA20001 x
ประโยชน์ของ CDMA
·                 การเชื่อมต่อเป็นลักษณะ Always On
·                 รับข้อมูลในรูปแบบ Video, Audio
·                 รับข้อมูลในรูปแบบ MMS
·                 เล่นเกมส์แบบโต้ตอบได้ทันที
·                 สัญญาณรบกวนน้อยกว่าระบบอื่นๆ
·                 สัญญาณเสียงค่อนข้างคมชัด
·                 อัตราสายหลุดค่อนข้างน้อย
·                 เชื่อมต่อกับ Mobile Phonte
·                 เชื่อมต่อกับ PDA
·                 เชื่อมต่อกับ Notebook
การคิดค่าใช้จ่ายสำหรับบริการ CDMA20001x

โดยทั่วไปจะคิดค่าบริการในส่วนของการรับและส่งข้อมูลเท่านั้น โดยคิดเป็นจำนวนต่อkilobyte (kb) รวมทั้งมีการคิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายด้วย ดังนั้นเราสามารถเปิดระบบCDMA20001x ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียค่า BlueTooth : ฟันสีฟ้า

หมายถึง ระบบการสื่อสารไร้สาย (wireless) อีกรูปแบบหนึ่ง สามารถใช้รับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ อย่างได้ในระบบใกล้ไม่เกิน 30 ฟุด โดยใช้คลื่นความถี่ 2.4 ghz. - 1 megabit เป็นระบบสื่อสารไร้สายที่เป็นที่นิยมในโทรศัพท์มือถือ
ประโยชน์ของ BlueTooth
·                 รับส่งข้อมูลระหว่างโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ,เสียง หรือ video
·                 ใช้งานร่วมกับ หูฟังของโทรศัพท์ ชนิดไร้สาย
·                 รับข้อมูลระหว่างมือถือกับ คอมพิวเตอร์ PC และ Notebook
·                 รับข้อมูลระหว่างมือถือกับ PDA, Palm
·                 รับข้อมูลระหว่างมือถือกับ Printer
·                 รับข้อมูลระหว่างมือถือกับ Digital Camera
การใช้งาาน BlueTooth ระหว่างโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์
1.               การเชื่อมต่ออาจใช้อุปกรณ์ BlueTooth ที่ต่อกับ USB Port
2.               จะต้องติดตั้งซอร์ฟแวร์ระบบ BlueTooth
3.               เปิดระบบ BlueTooth ในระบบโทรศัพท์
4.               ทำการ connect โทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์โดยผ่านโปรแกรม
5.               หลังจาก connect แล้วจะมองเห็นมือถือเป็น drive หนึ่งของคอมพิวเตอร์
6.               ทำการโอนข้อมูลไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียง โดยใช้คำสั่ง copy ได้
ใช้จ่าย ปัจจุบัน HUTCH เป็นผู้ให้บริการ

ที่มาเนื้อหาโดย : http://gnetmobile.blogspot.com/2011/03/blog-post_2390.html
ที่มารูปภาพโดยhttp://www.thoentoday.com/index.php?lite=article&qid=616608